ชอบให้โปรโมชันอะไร
กรอปรูป
กระดาษ
หมีก



บทความ
เทคนิคการพิมพ์ภาพดิจิตอล (อ่าน 11232/ตอบ 0)

เทคนิคการพิมพ์ภาพดิจิตอล
กล้องดิจิตอลได้รับความนิยม ทำให้ภาพถ่ายดิจิตอลแพร่หลาย ทั้งจากที่เจ้าของกล้องถ่ายเองและภาพที่มีการเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ต (ภาพดิจิตอล ไม่จำเป็นต้องได้จากกล้องดิจิตอล แต่ได้จากการสแกนด้วยสแกนเนอร์ก็ได้เช่นกัน) ภาพดังกล่าวดูได้โดยดูจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข้อกำจัดอย่างหนึ่ง หลายคนที่อยากได้ "hard copy" ภาพพิมพ์บนกระดาษ เริ่มมองหาวิธีที่จะได้ภาพเหล่านั้นออกมา การพิมพ์ภาพด้วยอิงค์เจ็ต ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง อย่างไรก็ตาม อาจจะไม่ใช่ทางเลือกเดียวที่มีอยู่ และไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะการลงทุนซื้อพรินเตอร์อิงค์เจ็ตมาถ่ายภาพ จะผูกพันไปถึงการซื้อกระดาษ ซื้อหมึก ซึ่งถ้าหากมีการคำนวณอย่างแท้จริงแล้ว จะพบว่า ต้นทุนในการพิมพ์ภาพด้วยอิงค์เจ็ตนั้นมีราคาแพงกว่าการพิมพ์ภาพทางอื่น

เทคโนโลยีการสร้างภาพที่แตกต่าง
จอภาพ (มอนิเตอร์) ใช้แม่สี คือ RGB (Red , Green , Blue) เพื่อผสมสีให้เกิดภาพ รวมทั้งกล้องดิจิตอลก็เช่นเดียวกัน ตัวตรวจจับภาพ (Image Sensor) CCD ก็ใช้แม่สี RGB ภาพที่ได้จากกล้องดิจิตอล เมื่อนำมาแสดงบนจอภาพ จึงเห็นได้ว่าไม่ค่อยมีความผิดเพี้ยนในเรื่องสีนัก แตกต่างจากภาพที่พิมพ์ออกจากพรินเตอร์ ทั้งนี้เพราะพรินเตอร์สี (เลเซอร์ ,เข็มพิมพ์, อิงค์เจ็ต) ใช้ CMYK (Cyan , Magenta, Yellow , blacK) เพื่อผสมสีที่ทำให้เกิดสี กลไกในการสร้างสีจึงแตกต่างกัน
กระบวนการทำงานของพรินเตอร์ที่ถูกพัฒนาคือ การแปลงสี จะใช้ซอฟต์แวร์ Color Managment System มาช่วยการจัดการ

 

คำถาม นำภาพที่ได้จากกล้องดิจิตอลไปอัดภาพกับร้าน มีวิธีการอย่างไร?
ตอบ เอาการ์ด CF หรือ Media อื่นๆ ไปยังร้านบริการอัดภาพที่ใช้เครื่อง Fuji Frontier จะมีบริการดังกล่าว
การไปอัดที่ร้าน Frontier จาก memory จะแพงกว่าอัดจากฟิล์มบ้าง โดยการอัดภาพขนาด 4x6 ราคาค่าบริการ 6-8 บาท แต่คุณภาพออกมาดีกว่าพิมพ์เองอย่างเห็นได้ชัด เพราะร้านใช้ระบบ Laser diode ยิงแสงลงบนกระดาษอัดรูปทำให้รูปที่ได้เหมือนรูปถ่ายจริงๆและภาพที่ได้ยังทนกว่า ด้านราคาก็ถูกกว่าหลายเท่าด้วย ยกตัวอย่างเช่น การพิมพ์ภาพโดยใช้ Epson Photo พิมพ์บนกระดาษ Premium ต้นทุนค่าหมึกกับกระดาษ A4 จะประมาณ 20-40 บาท โดยได้ภาพขนาด 4x6 เท่ากัน

 

คำถามทำอย่างไรจึงจะให้สีของภาพบนกระดาษที่จะปริ้นท์ออกมา มีสีเหมือนกับภาพบนมอนิเตอร์
ตอบ เวลาที่พิมพ์รูปออกมา ปรากฏว่าสีไม่เหมือนที่เราเห็นบนจอ ก็เพราะจอแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อมีสีสด สีจืด สีเพี้ยน ต่างๆกัน รวมทั้งการปรับของผู้ใช้เองด้วยเช่นบางคนชอบสว่าง บางคนชอบมืด ทำให้ภาพที่เราเห็นบนจอไม่ใช่สีที่แท้จริงของรูปนั้น
การแก้ไขได้โดยการใช้โปรแกรมปรับตั้งสีจอ เช่น Adobe Gamma ซึ่งจะติดมาเวลาลงโปรแกรม Photoshop 6 (ไอคอนของโปรแกรมนี้จะอยู่ใน Control Panel จะช่วยให้เราปรับตั้งสีจอให้ถูกต้องตามที่มันควรจะเป็นได้) ทำให้เราเห็นสีที่ใกล้เคียงกับสีที่แท้จริงของรูปนั้นมากขึ้น เวลาสั่งพิมพ์ก็จะได้สีที่ใกล้เคียงกับสีบนจอมากขึ้น (เพราะตอนนี้จอเราสีไม่เพี้ยนแล้ว)
แต่ในระดับจริงจังนอกจากความเพี้ยนของสีจอพรินเตอร์และสแกนเนอร์ก็เพี้ยนได้เหมือนกัน ดังนั้นผู้ที่ต้องใช้งานด้านนี้เป็นอาชีพ นอกจากจะตั้งสีจอแล้วจึงต้องตั้งสี Printer และ Scanner ด้วย เพื่อให้ได้งานออกมาเที่ยงตรงมากที่สุด แต่ในระดับผู้ใช้ตามบ้านตั้งแค่สีจอ ก็ช่วยได้พอสมควร
ในทางเทคนิคแล้ว การได้ภาพตรงกันต้องทำการปรับเทียบ (Calibrate) จอ, printer, scanner ให้ตรงกัน โดยใช้โปรแกรม Color Management ต่างๆมีหลายบริษัททำออกมาขาย ถ้าแบบง่ายๆก็ใช้ Adobe Gamma ใน Control Panel ก็พอใช้ได้ โดยต้องปรับตั้งสีจอและความสว่างให้เที่ยงตรงก่อน จะช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าทำงานด้านนี้เป็นประจำก็ซื้อพวก Color Management ที่ดีๆมาซักชุดก็ได้ จะมีตัวโปรแกรมและอุปกรณ์อ่านค่าแสงสีบนจอ Monitor ทำให้ปรับตั้งได้เที่ยงตรงมากขึ้น
ทางเลือกการนำภาพดิจิตอลไปพิมพ์
จากระบบการพิมพ์แบบเดิม ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น Legacy Printing หรือ Analog Printing ระบบใหม่ที่กำลังมาแทนที่คือ Digital Printing จะแทนที่ได้เร็วขนาดไหน มันขึ้นอยู่กับว่า สำหรับผู้ใช้แล้ว ราคาแพงขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ นำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายกว่าเดิมหรือไม่ และบริการหาได้ง่ายหรือไม่.. โลกแห่งการพิมพ์ภาพกำลังเปลี่ยนแปลงไป

 

รูปดิจิตอล ไม่จำเป็นต้องนำมาพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตที่ต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์เสมอไป เมื่อภาพดิจิตอลแพร่หลาย ในส่วนของผู้ใช้คอมพิวเตอร์แล้ว อาจจะนึกว่า ภาพมันต้องถูกพิมพ์ออกมาด้วยพรินเตอร์เท่านั้น แต่โดยแท้จริงแล้ว ถ้าหากมองที่วงการถ่ายภาพ ผู้ผลิตอุปกรณ์ถ่ายภาพก็เล็งเห็น และกำลังมองหาทางที่จะขยับขยายสายงานการบริการออกมาบริการผู้ที่ต้องการอัด ขยายภาพดิจิตอลเช่นกัน ดังนั้น แล็บสีปัจจุบัน หลายๆแห่ง เริ่มให้บริการ อัดรูป ระบบดิจิตอล ทั้งการอัดภาพดิจิตอล จากฟิล์มสี/สไลด์ หรือการอัดภาพระบบดิจิตอล จากภาพดิจิตอล เช่น ภาพที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล หรือจากไฟล์ .jpg เช่น คุณอาจจะเอาไฟล์ .jpg ที่โหลดจากอินเทอร์เน็ต หรือที่ได้รับจากอี-เมล์ไปเก็บไว้ในแผ่นดิสก์เก็ตแล้วเอาไฟล์ดังกล่าวไปให้ร้านอัดขยายภาพ พิมพ์ภาพดังกล่าวลงบนกระดาษพิมพ์ได้

 

ร้านบริการแล็บสีทั่วไป แล็บสีใหญ่ๆ หลายแห่ง เริ่มแยกแผนกดิจิตอลออกมา มีฝ่ายบริการตกแต่งภาพ บริการที่ให้จะครอบคลุมถึงการอัดภาพระบบดิจิตอล (จากฟิล์มสีธรรมดา) หรือการพิมพ์ภาพดิจิตอลสมบูรณ์แบบ คือ ภาพที่เป็นไฟล์ .jpg หรือภาพจากกล้องดิจิตอลไปให้ร้านพิมพ์ได้ มีข้อน่าสังเกตว่า หลายๆคนที่เป็นนักถ่ายภาพ หรือรับงานถ่ายภาพและต้องการงานที่ประณีต จะเอาฟิล์มสีไปอัดด้วยระบบดิจิตอล (ซึ่งกระบวนการไม่แตกต่างจากเอาภาพดิจิตอลมาพิมพ์ด้วยพรินเตอร์อิงค์เจ็ต แต่ผลงานที่ได้มีคุณภาพมากกว่า) เพราะราคาแพงกว่ากันไม่มากนัก ภาพขนาด 4 X 6 ราคาประมาณ 5-8 บาท

 

ร้านมินิแล็บที่ใช้ Fuji Frontier ระบบมินิแล็บที่ใช้ Fuji Frontier 330 นั้นรองรับทั้งการล้างอัดภาพจากฟิล์มสี/สไลด์ ซึ่งเป็นระบบการถ่ายภาพดั้งเดิม และรองรับระบบการถ่ายภาพดิจิตอล ระบบดิจิตอล ที่ถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีในการถ่ายภาพใหม่ ปัจจุบันมีเจ้าของแล็บถ่ายภาพหลายๆแห่ง เริ่มหันมาลงทุนในระบบการล้างอัดภาพ มินิแล็บของ Fuji กันบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ราคาค่าบริการของระบบการล้างอัดภาพของ Fuji ยังมีราคาแพงอยู่บ้าง

 

EPSON Digital Photo Lab EPSON นั้นแตกต่างจาก Fuji ตรงนี้ Fuji เป็นธุรกิจถ่ายภาพ-แล็บสี สมบูรณ์แบบมาก่อน การขยายของ Fuji เข้าสู่สายบริการดิจิตอลเป็นการเพิ่มรูปแบบการให้บริการ แต่ EPSON เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ในการ "พิมพ์งาน" ระยะหลัง EPSON มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อิงค์เจ็ตในระดับ "มืออาชีพ" ซึ่งเหมาะสำหรับการพิมพ์ภาพถ่าย นอกจากนี้ EPSON ยังมีการพัฒนากลอ้งถ่ายภาพดิจิตอล ตัวประมวลภาพดิจิตอล ดังนั้นในที่สุด เมื่อผลิตภัณฑ์พร้อม ก็เกิด EPSON Digital Photo Lab ขึ้นมา ซึ่งในประเทศไทยเอง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีหลายแห่งเปิดบริการ รูปแบบบริการของ EPSON ไม่ได้เน้นที่การอัดภาพจากฟิล์มหรือจากกล้องดิจิตอล แต่จะมุ่งเน้นไปทาง ตัด-ต่อ-แต่ง-เติม ออกไปทางลูกเล่นภาพภ่ายมากกว่า ผลงานภาพที่ได้อาจจะนำไปพิมพ์ภาพลงเสื้อ จาน นาฬิกา สติกเกอร์ และอื่นๆอีก

 

ร้านบริการพรินต์-ตัด-แต่ง-เติมภาพ ระบบดิจิตอลทั่วไป เนื่องจากเทคโนโลยี Digital Printing แพร่หลายขึ้น ในห้างสรรพสินค้าจะเห็นร้านเล็กๆที่มีพรินเตอร์อิงค์เจ็ต คอมพิวเตอร์ กล้องดิจิตอล เครื่องสแกนฟิล์ม และอุปกรณ์ถ่ายภาพในลักษณะสตูดิโอขนาดย่อมๆ ร้านเหล่านี้ให้บริการครบวงจร (ยกเว้นการล้างฟิล์ม) พิมพ์ภาพระบบดิจิตอลได้ เช่น ถ้าหากเอาฟิล์มสไลด์ไป เขาก็จะสแกนด้วยเครื่องสแกนฟิล์ม แล้วเอาเข้าโปรแกรมตกแต่งภาพ เจ้าของภาพอยากได้สไตล์ไหน เขาก็จัดการให้ หรือถ้าหากคุณถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล แล้วต้องการพิมพ์ภาพบนกระดาษ เขาก็มีบริการ ร้านเหล่านี้มีบริการครบวงจร ภาพถ่ายทั่วไปนำเข้าไปตกแต่ง ไปเปลี่ยนฉากหลัง เติมภาพให้สวยงามก็ทำได้ ร้านเหล่านี้มีเป้าหมายที่ลูกค้าวัยรุ่นเป็นหลัก สำหรับมืออาชีพที่ต้องงานงานระดับอาชีพ อาจจะต้องตรวจสอบก่อนว่าผลงานของร้านเหล่านี้เป็นผลงานในระดับยอมรับได้หรือไม่

 

ช่องทางอื่นๆของร้านบริการพิมพ์ภาพดิจิตอล ในอนาคต คาดว่าร้านบริการพิมพ์ภาพดิจิตอลจะหลากหลายมากขึ้น เป็นไปได้ว่า ไม่เฉพาะการพิมพ์ภาพผ่านพรินเตอร์อิงค์เจ็ต หรือการพิมพ์โดยเครื่องพิมพ์เลเซอร์ แต่ในอนาคตระบบการประมวลผลภาพดิจิตอล และเครื่องพิมพ์ภาพดิจิตอลจะหลากหลายมากขึ้น เพราะ Digital Printing Technology นั้นถูกพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น พรินเตอร์ Dye Subs (Dye Sublimation) หรือระบบการพิมพ์อื่นๆ ซึ่งทางเรือนคอมฯ จะนำมาพูดถึงในโอกาสต่อไป

 

พรินเตอร์อิงค์เจ็ตกับการพิมพ์ภาพดิจิตอล
แนะนำให้อ่านบทความ การเลือกซื้อ-การใช้งานอิงค์เจ็ต กรณีต้องการเลือกซื้ออิงค์เจ็ตสำหรับงานพิมพ์ภาพกราฟิก อย่างไรก็ตาม การพิมพ์ภาพถ่ายดิจิตอลนั้น ถ้าหากต้องการให้ได้ภาพที่มีคุณภาพเหมือนกับภาพถ่ายที่นำฟิล์มไปอัดที่แล็บภาพสี ก็จำเป็นต้องเลือกพรินเตอร์ที่มีคุณภาพ

 

ปัจจุบัน สำหรับผู้ที่ต้องการพิมพ์ภาพดิจิตอลเอง นิยมพรินเตอร์ยี่ห้อ EPSON Stylus Photo ซึ่งออกแบบสำหรับการพิมพ์ภาพดิจิตอล โดยเฉพาะ เทคโนโลยีที่ EPSON ได้แก่ PPIS (Perfect Printing Image System) ซึ่งพูดถึงการใช้หัวฉีดอิงค์เจ็ตความเร็วสูง (Micro Piezo Printing) และระบบการจัดการคุณภาพ PRQ (Photo Reproduction Quality) พรินเตอร์รุ่น Photo ของ EPSON ยังใช้แม่สี 6 สี คือ เพิ่ม Light Magenta , Light Cyan อีกสองสี เพื่อทำให้ภาพมีคุณภาพมากขึ้น และถ้าหากหากเป็นการพิมพ์ภาพจากกล้องดิจิตอล EPSON Stylus Photo 895 มี PIM (Printing Image Matching ) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้ภาพที่พิมพ์ออกจากพรินเตอร์ EPSON Stylus Photo สีถูกต้อง เหมือนกับภาพต้นฉบับที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล
ธุรกิจเปิดร้านอัดรูปด้วยระบบดิจิตอล
ผมได้มีโอกาสคุยเรื่องธุรกิจร้านอัดรูปด้วยระบบดิจิตอลในเว็บบอร์ดของ Taklong.com ความคิดเห็นบางส่วนที่นำมาเผยแพร่ เพื่อให้เห็นแนวโน้มของเทคโนโลยี สัดส่วนของการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลเพิ่มขึ้น รูปภาพในแบบดิจิตอลแพร่หลายมากขึ้น ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ร้านอัดรูปดิจิตอลจะมาแทนที่แล็บสีทั่วไป

 

ประเด็น ในตอนนี้ โดยที่จะมีเฉพาะล้างอัดด้วยระบบดิจิตอลด้วยเครื่อง Fuji Frontier 330 (อัดรูปได้ใหญ่สุด 8x12 นิ้ว) ว่าธุรกิจนี้มีความสดใสและมีความคุ้มทุนเพียงใด สมมุติว่าทำเลอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ได้อยู่ในห้างหรืออยู่ในย่านธุรกิจที่มีลูกค้าขาจรผ่านมาก เช่น อยู่ในหมู่บ้านใหญ่
ความคิดเห็น ดิจิตอลกำลังจะมาแทนอนาล๊อก? ผมทำงานในวงการคอมนะครับ กำลังง่วนกับการคิดและวิเคราะห์ว่า "สื่อผสม" นั้น ดิจิตอลจะมาแทนอนาล๊อกได้จริงหรือไม่

 

เอาล่ะครับ ผมได้อ่านโฆษณาของ The Fujifilm Frontier Digital Mini-Lab :- Can take almost any camera format and give you prints that will last a lifetime on Fuji Crystal Archive Paper or a great set of digital images. Bring us your film negatives, slides, digital camera, APS system, computer disks, internet images or old prints and see what we can do - from enhancing photos to helping you use them in creative ways and storing digital images on disk.

 

คราวนี้ ลองมาดูกัน ปัจจุบันนี้ ผมว่าบริการ ล้าง อัด ขยายรูป บ้านเรามันอยู่ได้ ถึงแม้ว่าเจ้าอุปกรณ์พวกนั้น เราคนรุ่นใหม่จะเรียกมันว่า "Legacy" ก็ตาม แต่ร้อยละ 95% ล่ะ ก็ยังใช้ฟิล์มในการถ่ายรูป ไม่ว่าจะเป็นฟิล์มสไลด์ ฟิล์มสี พวกเขาต้องพึ่งพาระบบการล้างอัดแบบดั้งเดิมอยู่ ถ้าเจ้าระบบของ Fuji Frontier 330 มันรองรับ โดยที่ต้นทุนไม่เพิ่มเท่าไร ผมว่าลงทุนในถิ่นที่ต้องมีคนมาใช้บริการได้อยู่ (อย่าลืม ร้อยละ 95% ใช้ระบบฟิล์ม และมีสัดส่วนลดลงเรื่อยๆ)

 

ช่างกล้องตัวจริง ตัวสมัครเล่น มือใหม่ พวกนั้น โดยมากยังมีพฤติกรรมยึดติดกับกล้องใช้ฟิล์ม ถ้าร้านคุณไม่มีบริการ มันก็ไม่ได้ (แต่ Fuji Frontier 330 มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการให้บริการอย่างหนึ่ง)

 

คราวนี้มามองคนรุ่นใหม่กันบ้าง เอาล่ะ ดิจิตอลกันไปเลย (กล้องดิจิตอลขนาดพอใช้ได้ 1.3 ล้านพิกเซลก็ร่วมหมื่นแล้วนา) พวกเขาถ่ายภาพกันเป็นว่าเล่น ส่วนหนึ่งต้องการเอาภาพนั้นไปอัด พรินต์ลงบนกระดาษ อีกส่วนหนึ่งใช้งานมันเป็น "Digital Image" ทั้งหมดเลย คุณต้องแยกล่ะว่าสองส่วนนี้มากขนาดไหน (ส่วนที่ใช้ "ดิจิตอล" จริงๆ ผมว่าร้อยละ 5 เฉพาะในเมืองหลวงนะ ในต่างจังหวัดน้อยกว่านี้ แล้วร้อยละ 5 นี้ก็มีแนวโน้มจะเป็น 10 หรือ 15 ในอนาคต)

 

ส่วนที่ต้องการเอาภาพนั้นไปพรินต์ลงบนกระดาษสวยๆ ซึ่งอาจจะได้จากพรินเตอร์อิงค์เจ็ต 1200 X 2400 ที่ใช้กระดาษ Premium หรือกระดาษ Deluxe ทั้งของ HP , LexMark และ Third Party หลายๆตัว แต่ผมว่าเราก็ยังถวิลหาการพิมพ์ภาพแบบที่ร้านถ่ายรูปทำบนกระดาษสี เพราะระบบพิมพ์คนละอย่างและคุณภาพคนละอย่างกัน (ในอนาคต ผมว่าถ้าดิจิตอลบูมกว่านี้ พวกร้านคอมพิวเตอร์พันธุ์ทิพย์ อาจจะมีบริการพิมพ์ภาพ "ดิจิตอล" คุณเอา Compact Flash , Memory Stick , หรือกล้องดิจิตอล หรือแผ่นดิสก์เก็ตไปให้ร้านพิมพ์ให้ได้เลย และได้งานคุณภาพดีด้วย นี่คู่แข่งนะ ที่เป็นแบบนี้ เพราะพวก "คนดิจิตอล" เขาไม่รู้จักที่อื่นนอกจากพันธ์ทิพย์) (พวกนี้ผมว่าร้อยละ 50 จากร้อยละ 5 ของดิจิตอล)

 

อีกส่วนหนึ่งของการถ่ายภาพ "ดิจิตอล" ถูกนำไปใช้ใน "สื่อผสม" หรือไปใช้ในการทำ "เว็บเพจ" พวกสื่อผสม ก็พวกมัลติมีเดีย จะสร้างโดย Application ตัวไหนก็ตาม พวกนี้น้อยครั้งนักจะมาเป็นลูกค้าของคุณ (แต่พวกนี้ก็มีเยอะซะด้วยสิ) พวกเขาจะลงทุนในกล้องดิจิตอล หลังจากนั้นพวกเขาอาจจะลุงทุนในระบบการจัดเก็บข้อมูล พวก CF , MS พวกนั้นแหละครับ มันมาเป็นทอดๆ พวกเขาลงทุนซื้ออุปกรณ์ต่อพ่วงมาเชื่อมโยงทั้งหมดเข้า "พีซี" ยกเว้นกรณีที่พวกเขาต้องทำ "portfolio" เพื่อนำเสนอเจ้านายยุคใหม่เท่านั้นแหละ จะมาร้านคุณบ้าง (แต่ผมเกรงว่าพวกเขาจะซื้อ LCD Projector อิอิ) (พวกนี้ผมว่าอีกร้อยละ 50 ของร้อยละ 5 ของดิจิตอล)

 

เอาล่ะครับ บวกลบ คุณหาร สัดส่วนทั้งหมดแล้ว ผมว่าน่าลงทุน แต่ต้องทำการบ้าน มันไม่ใช่ธุรกิจตู้เกมส์ ไม่ใช่ธุรกิจตู้ถ่ายสติกเกอร์ ที่วูบๆ วาบ ๆ ตามแฟชั่น แต่เป็นการลงทุนระยะยาว
มีเดีย-กระดาษสำหรับอิงค์เจ็ต
การเลือกซื้อมีเดีย-กระดาษสำหรับอิงค์เจ็ตนั้น มีให้เลือกทั้งยี่ห้อเดียวกับพรินเตอร์และยี่ห้อที่ผู้ผลิตอิสระทำขึ้น ความแตกต่างคือ คุณภาพ และ ราคา เช่น กระดาษโฟโต้แบบเคลือบเงา 2 ยี่ห้อ จะแตกต่างกันเรื่องราคา และคุณภาพของงานพิมพ์ที่ได้ ผู้ผลิตพรินเตอร์บางยี่ห้อ พัฒนาหมึกสำหรับพรินเตอร์โดยใช้สารบางอย่างที่เฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นสีของหมึก หรือความคงทนของหมึก ซึ่งจะต้องใช้กับกระดาษที่ออกแบบมาเฉพาะ (ซึ่งเป็นกระดาษยี่ห้อเดียวกับพรินเตอร์) หน้าที่ของผู้ใช้ก็คือ การตรวจสอบ การวิเคราะห์การเลือกซื้อ เพื่อให้ได้ผลงานคุณภาพดีที่สุดในราคาที่ต่ำ

 

กระดาษธรรมดา ในการพิมพ์ภาพด้วยพรินเตอร์อิงค์เจ็ตนั้น สำหรับการพิมพ์เอกสารทั่วไป ก็ใช้กระดาษธรรมดา (Plain Paper) ซึ่งเป็นกระดาษที่มีความหนา 80 - 120 แกรม ไม่มีการเคลือบสารเคมีพิเศษสำหรับผลงานการพิมพ์ภาพสีกราฟิกที่มีคุณภาพแต่อย่างใด ดังนั้นเวลาใช้กระดาษในการพิมพ์ จะทำได้ดีที่สุดที่ความละเอียด 300 dpi เท่านั้น ถ้าหากใช้ความละเอียดสูงกว่านี้ หมึกพิมพ์จะซึมกระดาษ และกระดาษจะไม่แห้ง ในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปได้เหมือนกันที่บางคนจะเอากระดาษธรรมดา มาพิมพ์ภาพที่ละเอียด 600 X 600 ถ้าหากใช้กระดาษที่มีความหนาเกิน 100 แกรมก็ทำได้

 

กระดาษปอนด์ที่มีความหนามากกว่า 160 แกรม ก็เป็นทางเลือกที่ดีในการนำมาพิมพ์เอกสารด้วยอิงค์เจ็ต เพราะจะป้องกันการซึมของหมึก กระดาษปอนด์เหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ราคากระดาษปอนด์แพงพอๆกับกระดาษที่ออกแบบสำหรับอิงค์เจ็ต ทำให้ผู้ใช้งานหันไปใช้กระดาษอิงค์เจ็ตแทน ซึ่งมีทั้งกระดาษยี่ห้อเดียวกับพรินเตอร์ และกระดาษที่ผลิตโดยผู้ผลิตกระดาษอิสระ

 

กระดาษสำหรับอิงค์เจ็ต (InkJet Paper) เป็นกระดาษเคลือบพิเศษ ทั้งกระดาษที่พิมพ์ได้ด้านเดียว และพิมพ์ได้สองด้าน ลักษณะของกระดาษไม่แตกต่างจากกระดาษธรรมดา ความหนาก็ไม่แตกต่าง แต่สิ่งที่แตกต่างคือ การเคลือบพิเศษ ทำให้มีคุณสมบัติในการรองรับหยดหมึกที่จะพิมพ์บนกระดาษ โดยทั่วไปกระดาษสำหรับอิงค์เจ็ต จะพิมพ์รายงานที่มีแผนภูมิประกอบได้อย่างสวยงามที่ 600 X 600 และกระดาษอิงค์เจ็ตระดับ Premium หรือ Deluxe สามารถรองรับการพิมพ์ได้ที่ 1440 อย่างไรก็ตาม กระดาษสำหรับอิงค์เจ็ตเหมาะสำหรับการพิมพ์แผนภูมิ หรือภาพกราฟิกเพื่อการนำเสนอในรายงาน (Presentation) เท่านั้น ยังไม่ได้คุณภาพในระดับภาพถ่าย หรือกระดาษโฟโต้ ทั้งนี้เพราะความคมชัดยังไม่ดี และบางทีอาจจะเห็นหมึกไม่เรียบสม่ำเสมอ หรือเห็นลักษณะเป็นเม็ดสี

 

กระดาษโฟโต้แบบด้าน (Matt Coated Paper) ลักษณะเดียวกันกับกระดาษโฟโต้แต่มีผิวสำหรับพิมพ์ด้าน กระดาษด้านนี้จะเป็นกระดาษกันน้ำเคลือบสีพิเศษ มีความหนา 90 , 120 แกรม หรือมากกว่านั้น ทั้งแบบพิมพ์ได้หน้าเดียวและพิมพ์ได้สองหน้า รองรับรายละเอียดการพิมพ์ได้สูงสุด (ถึง 2880 dpi) ดังนั้นคุณภาพที่ได้ จึงเสมือนกับการพิมพ์ด้วยกระดาษอัดรูปในแล็บสี อย่างไรก็ตาม ความสดและความคมชัดของภาพยังด้อยกว่ากระดาษมัน (Glossy Paper) อยู่บ้าง ที่น่าสังเกตมากกว่าเดิมคือ กระดาษด้าน จะมีราคาถูกกว่า มีความหนาน้อยกว่ากระดาษแบบมัน เลือกไปใช้งานที่เหมาะสมก็ลดค่าใช้จ่ายได้

 

กระดาษโฟโต้แบบมัน (Glossy Coated Paper) หรือเรียกอีกอย่างว่า กระดาษโฟโต้แบบเงา มีความหนาให้เลือกหลายระดับ ตั้งแต่ 170 , 180 , 235 จนถึง 260 แกรม ลักษณะเหมือนกระดาษอัดรูปสีที่แล็บสีใช้นั่นเอง กระดาษชนิดนี้ให้ภาพคมชัดเหมือนเอาภาพไปอัดในแล็บสีมากที่สุด แต่ก็เป็นกระดาษที่มีราคาแพงมากที่สุดด้วย บรรดาร้านบริการภาพระบบดิจิตอล จะใช้กระดาษโฟโต้แบบเงาแทบทั้งสิ้น (แตกต่างกันที่ยี่ห้อและความหนา) คุณภาพของภาพที่ได้นั้นอยู่ในระดับ "ภาพถ่าย"

 

ฟิล์มและแผ่นใส (InkJet Film , Tranparency) นอกจากพิมพ์ภาพบนกระดาษแล้ว การพิมพ์ด้วยอิงค์เจ็ต ยังสามารถพิมพ์บนฟิล์มและแผ่นใสได้ด้วย แต่ต้องเป็นวัสดุที่ออกแบบสำหรับอิงค์เจ็ตเท่านั้น เช่น ถ้าหากเป็นแผ่นใส ก็จะเป็นแผ่นใสแบบเคลือบพิเศษ เนื้อฟิล์มเคลือบพิเศษ ซึ่งสามารถพิมพ์ได้รายละเอียดสูงสุด (2880) การนำไปใช้งาน นำไปใช้ได้ทั้งงานนำเสนอ (Presentation) ที่ใช้สำหรับ Overhead Projector เป็นฟิล์มสำหรับกล่องไฟ

 

มีเดียอื่นๆสำหรับอิงค์เจ็ต เช่น การ์ด สติกเกอร์ , แผ่นใสเคลือบโลหะ

//